LiveZilla Live Help

Manufacturers

Newsletter

Yodnam RSS Feed

No RSS feed added

 

MIMO เป็นระบบ Wireless ที่สามารถให้ผู้ใช้ได้ในระยะทางที่มากขึ้นและประหยัดกว่าเดิม สำหรับ MIMO ถือว่าเป็น chip ที่ใช้เทคนิคที่เรียกว่า Orthogonal Frequency Division Multiplexing (OFDM)ที่มีการใช้งานในเครือข่ายโทรศัพท์ 802.11a/g และ Wi max
อุปกรณ์ Wireless เวลาเจอสัญญาณสะท้อนมากๆ ก็จะไม่สามารถรับสัญญาณได้ เนื่องจากสัญญาณในตัวเองรบกวน  ลักษณะของ MIMO จะเป็นการเพิ่มจำนวนเสาเข้าไปให้กับอุปกรณ์ Wireless เพื่อให้รับสัญญาณได้ดียิ่งขึ้น แม้ระยะที่ไกลออกไปหรือสัญญาณรบกวนมาๆ ก็สามารถรับส่งสัญญาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ เทคนิค MIMOยังทำให้เราเตอร์มีระยะทำการที่เพิ่มขึ้นได้ด้วยการรับสัญญาณจากเสาอากาศหลายๆ อัน ทำให้สามารถเลือกสลับไปมายังเสาอากาศที่สามารถรับสัญญาณได้ดีกว่าได้ในทุกๆสถานการณ์

วิธีการทำงานของเสาอากาศ MIMO

เสาอากาศที่มากกว่าจะรับสัญญาณได้ กว่า แต่ผู้ผลิตจะใช้วิธีการจัดวางเสาในการคัดแยกสัญญาณที่แตกต่างกันออกไป โดยเราเตอร์บางรุ่นจะใช้วิธีการคัดแยกสัญญาณจากทิศทางโดยอาศัยระยะเวลาในการเดินทางของคลื่น หรือบางรุ่นวิเคราะห์จากสัญญาณแม่เหล็ก (Polarization)
สาเหตุก็คือ คลื่นสัญญาณแต่ละคลื่นที่สะท้อนไปมาจะมีการเสริมและหักล้างกัน อุปกรณ์เน็ตเวิร์กไร้สายยุคใหม่จะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ด้วยการใช้เสาอากาศหลายๆ อัน ซึ่งเมื่อเสาอากาศใดเสาหนึ่งอยู่ในจุดอับ เสาอากาศอีกเสาหนึ่งก็จะทำการับส่งสัญญาณแทนทันที และเพื่อให้เสาอากาศสามารถทำงานได้ แต่ละเสาจะต้องอยู่ห่างกัน 1 ช่วงคลื่นหรือจำนวนเท่าที่มากกว่า ซึ่งสำหรับ W-LAN แล้วจะคิดเป็นระยะห่างประมาณ 12 เซนติเมตร และการคำนวณหาความยาวคลื่นก็สามารถทำได้โดยนำความเร็วในการแพร่กระจายมาหารด้วยความถี่ของสัญญาณ ด้วย MIMO การเชื่อมต่อระหว่าง AP กับ Wireless client จะมีการรับส่งข้อมูลที่ความเร็ว 108 เมกะบิต ซึ่งเป็น 108 ที่ไม่เหมือนกับเทคโนโลยี 108 ที่วางตลาดกันอยู่ในปัจจุบันนี้ เพราะ MIMO ใช้จำนวน Channel ที่น้อยกว่านั่นเอง พูดในอีกแง่หนึ่งคือ เราสามารถจะมี Channel เหลือสำหรับการสร้าง Wireless network วงต่อ ๆ ไปได้ ในขณะที่ MIMO ก็ยังคงทำงานที่ 108 เมกะบิตไปได้ด้วย
ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์สำหรับเครือข่ายไร้สายหลายรายต่างก็นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่รองรับมาตรฐาน IEEE 802.11g ออกมาอย่างหลากหลาย แต่ได้ใช้เทคโนโลยีในการรับส่งข้อมูลที่แตกต่างกันออกไป ทำให้สามารถทำอัตราความเร็วได้มากกถึงระดับ 108 เมกะบิตต่อวินาทีเลยทีเดียว และด้วยเทคโนโลยีที่แตกต่างกันนี้เองทำให้เกิดความไม่เข้ากันของผลิตภัณฑ์ที่รองรับ 108 เมกะบิตต่อวินาทีของแต่ละค่าย

สำหรับการใช้งานผลิตภัณฑ์ที่รองรับอัตราความเร็ว 108

เมกะบิตต่อวินาทีต่างผู้ผลิตกันนั้นถ้าผู้ผลิตใช้ชิปเซ็ตซึ่งสนับสนุนเทคโนโลยีเดียวกันก็สามารถใช้งานอัตราความเร็วในระดับนี้ได้ แต่ถ้าใช้เทคโนโลยีแตกต่างกันอัตราความเร็วสูงสุดที่ใช้งานได้ก็จะเหลือเพียง 54 เมกะบิตต่อวินาที เท่านั้น      ผู้ผลิตหลายๆ รายต่างก็นำเสนอผลิตภัณฑ์ซีรีส์ Pre-N ออกสู่ตลาด โดยผนวกรวมความสามารถของเทคโนโลยี MIMO (Multiple-Input Multiple-Output) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เพิ่มอัตราความเร็วให้กับผลิตภัณฑ์ไร้สายมากกว่ามาตรฐาน IEEE 802.11g ถึง 600% และให้รัศมีการใช้งานมากกว่าเดิม 800% ร่วมด้วย โดย Pre-N เป็นผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ผ่านการรับรองมาตรฐาน IEEE 802.11n ซึ่งจะเป็นมาตรฐานของผลิตภัณฑ์เครือข่ายไร้สายในอนาคตอันใกล้นี้ สำหรับเทคโนโลยี Pre-N ได้ผนวกรวมมากับหลายผลิตภัณฑ์ของหลายๆ ผู้ผลิต ในขณะที่ข้อกำหนดของมาตรฐาน IEEE 802.11n ยังไม่ถึงเวลาสิ้นสุด การเลือกผลิตภัณฑ์ Pre-N เพื่อให้ความคุ้มค่าและประสิทธิภาพการใช้งานสูงสุด ควรเลือกซื้อจากผู้ผลิตรายเดียวกัน หรือผู้ผลิตที่ใช้เทคโนโลยีเดียวกันเท่านั้น         
Trendnet เน็ตเวิร์คแบรนด์ดังจากอเมริกา ได้คำนึงถึงอุปสรรคดังกล่าว จึงได้คิดค้นและพัฒนา Technology MIMO ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นPC Card , Access Point และRouter


Cart  

(empty)

ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สาย
กว่า 6,000 แห่ง
ทั่วประเทศไทย

ใช้งานระบบ
IBG v4.1

อินเตอร์เน็ตตำบล
อินเตอร์เน็ตชุมชน
อินเตอร์เน็ตโรงเรียน
อินเตอร์เน็ตหอพัก
อินเตอร์เน็ตโรงเรม
อินเตอร์เน็ตคอนโด
อินเตอร์เน็ตรีสอร์ท