You are here:   Home Category Blog
บทความน่าสนใจ www.yodnam.com

IP PBX หัวใจสำคัญของ Unified Communication ในการสื่อสารระหว่างสำนักงานยุคนี้และยุคหน้า

วันอังคารที่ 15 มกราคม 2013 เวลา 01:11 น. ผู้ดูแลระบบ
อีเมล พิมพ์ PDF

บทความโดย ศุวิล ชมชัยยา, สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ประยุกต์ ภาควิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

IP PBX ในปัจจุบันมีให้เลือกใช้ทั้งแบบ premise-based และ hosted ซึ่งทั้งสองแบบต่างก็มีข้อดีและข้อด้อย ดังนั้นการพิจารณาตัดสินใจเลือกใช้ IP PBX ให้เหมาะสมกับความต้องการขององค์กรจึงต้องประกอบด้วยหลายปัจจัย

การสื่อสารแบบรวม (Unified Communication: UC) มีบทบาทมากขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในองค์กรธุรกิจที่มีสำนักงานย่อย สาขา กระจายตัวอยู่ตั้งแต่ภายในอาณาบริเวณเดียวกันไปจนถึงระดับไร้พรหมแดน ซึ่งต้องการการสื่อสารที่ใช้งานได้ครบทุกรูปแบบ ทั้งภาพ (Video) เสียง (Voice) และข้อมูล (Data) ด้วยการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ต้องมีใช้กันทั่วไปในเกือบทุกองค์กรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งในปัจจุบัน Voice over Internet Protocol (VoIP) เป็นหนึ่งใน application ของ UC ที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลายในองค์กรธุรกิจ เนื่องจากความสะดวกในการติดตั้งใช้งาน ความรวดเร็วในการสื่อสาร และต้นทุนที่ต่ำกว่าระบบโทรศัพท์แบบดั้งเดิมหรือ Public Switch Telephone Network (PSTN) ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่า VoIP กำลังเข้ามาแทนที่ระบบโทรศัพท์แบบดั้งเดิมที่ใช้กันมาเป็นเวลานาน

เช่นเดียวกับระบบโทรศัพท์แบบดั้งเดิมที่มีตู้สาขา (Public Branch Exchange: PBX) ในการต่อหรือโอนสายเข้าไปยังจุดหมายที่ต้องการพร้อมกันโดยยังสามารถใช้หมายเลขโทรศัพท์สายหลักเพียงสายเดียว ซึ่งประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าการใช้หมายเลขโทรศัพท์สายตรงเฉพาะจุดหมาย โดยที่ PBX สามารถโอนสายโดยอัตโนมัติ หรือโดยเจ้าหน้าที่โอนสาย (operator) ในระบบ VoIP ก็ต้องมีตู้สาขาเช่นกัน แต่ด้วยความที่ VoIP เป็นระบบโทรศัพท์ที่อาศัยเครือข่ายโปรโตคอลอินเทอร์เน็ต (Internet Protocol Network: IP Network) ในการสื่อสารข้อมูล ดังนั้นจึงต้องมีระบบตู้สาขาสำหรับ VoIP หรือ IP-PBX ที่สามารถรองรับการทำงานของ VoIP ได้


PBX และ IP-PBX

ระบบโทรศัพท์แบบดั้งเดิมนั้นเป็นระบบการสื่อสารแบบสลับวงจร (Circuit Switch) ที่ต้องเชื่อมต่อต้นทางและปลายทางอยู่ตลอดเวลาจนกว่าการสื่อสารระหว่างกันจะสิ้นสุดลง แต่ VoIP เป็นการสื่อสารแบบสลับแพ็กเก็ต (Packet-Switch) เช่นเดียวกับอินเทอร์เน็ต ดังนั้นระบบตู้สาขาสำหรับ VoIP ก็ต้องออกแบบมาเพื่อรองรับโดยเฉพาะ ซึ่งระบบตู้สาขาโทรศัพท์แบบเดิมหรือ PBX ไม่สามารถใช้งานกับ VoIP ได้ เนื่องจากระบบตู้สาขาแบบเดิมนั้นรองรับการทำงานแบบสลับวงจร ซึ่งมีการพัฒนาและใช้งานมาก่อนเป็นเวลานาน และไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานแบบสลับแพ็กเก็ตที่ใช้ใน VoIP ในปัจจุบัน

IP PBX หรือ Internet Protocol Private Branch Exchange จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการสื่อสารแบบ Unified Communication ที่สามารถรองรับการสื่อสารทุกรูปแบบที่เป็นแบบสลับแพ็กเก็ตผ่านทางเครือข่ายโปรโตคอลอินเทอร์เน็ต ซึ่ง IP PBX เป็นนวัตกรรมการสื่อสารที่พลิกโฉมวงการเทคโนโลยีโทรคมนาคม อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญสำหรับการสื่อสารในธุรกิจในยุคโลกาภิวัฒน์ที่มีการติดต่อสื่อสารกับลูกค้า สำนักงานย่อย หรือสาขาที่กระจายกันอยู่ทั่วโลกด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าระบบเดิม นอกจากนี้ IP PBX ยังสามารถใช้งานร่วมกับระบบโทรศัพท์แบบเดิมโดยมีการเชื่อมต่อผ่านทาง VoIP Gateway (ดังแสดงในรูปที่ 1) จึงทำให้สะดวกต่อการใช้งานและลดต้นทุนได้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากสามารถติดตั้งใช้งานได้โดยไม่ต้องมีการเดินสายหรือวางระบบใหม่ทั้งหมด ซึ่งแตกต่างจากที่ผ่านมาที่องค์กรต้องมีการวางระบบเสริมแยกเฉพาะจากเครือข่ายโทรศัพท์ หากต้องการการสื่อสารแบบภาพและข้อมูลเพิ่มเติม

รูปที่ 1 การใช้งานระบบโทรศัพท์แบบเดิม (PSTN) ร่วมกับ VoIP Gateway และ IP PBX (source: www.3cx.com)

ทั้งนี้เนื่องจากทั้ง VoIP และ IP PBX ทำงานบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีใช้กันอยู่แล้วทั่วไป ดังนั้นจึงไม่เป็นเรื่องยากที่ธุรกิจจะสามารถสื่อสารทั้งภาพ เสียง และข้อมูล ผ่านทางเครือข่ายไปยังลูกค้า สำนักงานสาขาต่าง ๆ โดยไม่มีข้อจำกัดใด ๆ อีกทั้งยังสามารถรองรับการขยายตัวของธุรกิจในอนาคต คุ้มค่า และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาไม่สูงมากนักในระยะยาว

IP PBX สามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์โทรศัพท์ IP Phone ซึ่งมีทั้งแบบ Hardware ที่มีลักษณะเหมือนโทรศัพท์แบบทั่วไป แต่ใช้งานสำรหับ VoIP และ soft phone ที่เป็นซอฟต์แวร์ติดตั้งลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์ มีส่วนติดต่อผู้ใช้งานแบบ GUI และใช้งานร่วมกับไมโครโฟนและหูฟังแบบทั่วไปที่มีหลากหลายรูปแบบตามแต่ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ (แสดงในรูปที่ 2)

  

รูปที่ 2 VoIP soft phone (source: www.command-a.com.au)

อุปกรณ์โทรศัพท์แบบธรรมดาหรือ Analog Telephone แบบดั้งเดิมที่รวมถึงเครื่องโทรสาร (FAX) ยังคงใช้งานร่วมกับ IP PBX ได้ผ่านทาง Analog Telephony Adaptor (ATA) เชื่อมต่อกับ VoIP server หรือ DSL/cable modem

รูปที่ 3 การติดตั้งใช้งาน ATA (source: www.broadvoice.com)


เหตุผลที่องค์กรเปลี่ยนมาใช้ IP PBX

เหตุผลหลักที่ธุรกิจเปลี่ยนมาใช้ IP PBX อาจเนื่องมาจากต้นทุนในด้านต่าง ๆ ที่ต่ำกว่าและความคุ้มค่าในระยะยาวเป็นปัจจัยสำคัญ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีอีกหลายปัจจัยที่เป็นเหตุผลในการเปลี่ยนมาใช้ IP PBX อีกด้วย

ความสะดวกง่ายต่อการใช้งานโดยรวมเป็นปัจจัยอันดับต้น เนื่องจาก IP PBX สะดวกในการติดตั้งใช้งานและ Configure กว่า PBX ของระบบโทรศัพท์แบบดั้งเดิม IP PBX ยังมีในรูปแบบของซอฟต์แวร์หรือ Virtual PBX ที่สามารถติดตั้งใช้งานกับระบบปฏิบัติการบนเครื่องคอมพิวเตอร์ อีกทั้งยังมี user interface แบบ GUI ที่สะดวกและง่ายต่อการทำความเข้าใจก่อนใช้งาน ดังนั้น ผู้ที่มีความชำนาญด้านคอมพิวเตอร์และระบบเครือข่ายก็สามารถดูแลระบบได้ การดูแลและบริหารจัดการระบบก็สามารถทำได้ง่ายเช่นกัน เนื่องจากซอฟต์แวร์ของ IP PBX ที่นอกจากจะมี interface แบบ GUI แล้ว ยังมีให้เลือกทั้งแบบติดตั้งลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือแบบ Software-as-a-service (SaaS) และสามารถใช้งานผ่านทาง web browser ทั่วไป นอกจากนี้ IP PBX ยังมีพื้นฐานอยู่บนมาตรฐานเปิดของโปรโตคอล SIP (Session Initiation Protocol) ซึ่งช่วยให้อุปกรณ์ต่างมาตรฐานกันสามารถใช้งานร่วมกันได้ เช่น IP Phone, soft phone, PSTN Gateway เป็นต้น

ต้นทุนในการติดตั้งใช้งาน IP PBX ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าการที่องค์กรธุรกิจหันเหมาใช้ระบบ VoIP ในการสื่อสารหลักเนื่องมาจากค่าใช้จ่ายในการในการใช้งานที่ต่ำลง แต่สำหรับบางองค์กรที่มีขนาดใหญ่นั้น การจะปรับเปลี่ยนทั้งระบบการสื่อสารขององค์กรใหม่ทั้งหมดในคราวเดียวดูจะเป็นการลงทุนที่สูงมาก และก่อให้เกิดความเสียหายมากเช่นกันหากระบบขัดข้องหรือหยุดชะงักเป็นเวลานาน ดังนั้น การปรับเปลี่ยนระบบบางส่วน หรือการใช้ระบบเดิม (legacy system) ร่วมกับระบบใหม่จึงเป็นหนทางที่เหมาะสมกว่า ซึ่ง IP PBX ช่วยให้การปรับเปลี่ยนระบบบางส่วนหรือการใช้งานระบบแบบลูกผสม (hybrid) เป็นเรื่องที่ไม่ยากนัก อีกทั้งยังประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินสายระบบเพิ่มเติม เนื่องจากสามารถใช้งานบนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีอยู่แล้วได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ IP PBX ก็ยังมีแบบ Hosted ที่มีผู้ให้บริการจากภายนอกเป็นผู้ดูแลบริหารจัดการระบบทั้งหมดให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม ซึ่งผู้ให้บริการเหล่านี้อาจมีข้อเสนอที่ตรงกับความต้องการขององค์กร เช่น การคิดค่าธรรมเนียมอัตราพิเศษ หรือยกเว้นค่าธรรมเนียมในการเชื่อมต่อในระหว่างสำนักงานสาขาย่อยภายในองค์กรเดียวกันที่เป็นทั้งการเชื่อมต่อแบบโทรศัพท์ทางไกลหรือโทรศัพท์ระหว่างประเทศ และอาจเป็นผู้ให้บริการ VoIP แบบ Hosted ควบคู่กัน


Hosted IP PBX VS. Premise-based IP PBX

ดังที่กล่าวมาข้างต้นว่า IP PBX มีหลักการทำงานบนพื้นฐานของ PBX แบบดั้งเดิม แต่อย่างไรก็ตาม ทั้ง IP PBX และ PBX เป็นอุปกรณ์แบบ on-site ที่มีอุปกรณ์ติดตั้งใช้งานอยู่ในพื้นที่ของผู้ใช้งาน ซึ่งต้องลงทุนจัดซื้อและติดตั้งอุปกรณ์รวมทั้งยังต้องมีผู้ดูแลระบบอยู่ประจำ ดังนั้น อุปกรณ์แบบ on-site หรือ premise-based (แสดงในรูปที่ 4) จึงเหมาะสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่สามารถมี PBX หรือ IP PBX เป็นของตนเองได้ แต่สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีความจำเป็นในการสื่อสารกับลูกค้าหรือสาขาย่อยเช่นเดียวกับธุรกิจขนาดใหญ่นั้น การใช้บริการ PBX หรือ IP PBX จากผู้ให้บริการจากภายนอกหรือ Hosted IP PBX ดูจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

รูปที่ 4 Premise-based IP PBX (source: www.nbvoice.com)

Centrex หรือ Centralized Exchange คือต้นแบบการให้บริการตู้สาขาสำหรับระบบโทรศัพท์แบบดั้งเดิมโดยผู้ให้บริการจากภายนอก เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายสำหรับธุรกิจขนาดเล็กโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนในตู้สาขาเอง และสำหรับ VoIP นั้น IP PBX ก็มีการให้บริการแบบเดียวกันที่เรียกว่า Hosted IP PBX (แสดงในรูปที่ 5) ซึ่งช่วยให้การอัพเกรดระบบโทรศัพท์ภายในและระหว่างสาขาของธุรกิจขนาดเล็กเป็นเรื่องที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนจนเกินไปนัก และหากต้องมีการใช้งานร่วมกับระบบโทรศัพท์แบบเดิมที่มีอยู่ Hosted IP PBX จะสามารถช่วยประหยัดการลงทุนในช่วงเริ่มต้นได้มาก อุปกรณ์สำหรับ Hosted IP PBX เช่น PBX Server จะติดตั้งและบริหารจัดการระบบโดยผู้ให้บริการ ลูกค้าผู้ใช้งานมีเพียงอุปกรณ์ VoIP (IP Phone, SIP-Phone, Soft Phone) เท่านั้น ดังนั้น หน้าที่ในการดูแล ซ่อมบำรุง รวมถึงอัพเกรดระบบ จึงเป็นของผู้ให้บริการ ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ใช้บริการได้เป็นอย่างดี การติดตั้งใช้งานทำได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่บ้างเพียงแค่การ configure ระบบที่ฝั่งผู้ใช้บริการไม่สามารถกระทำได้มากนัก อีกทั้งการอัพเกรดระบบ Hosted IP PBX นั้น ผู้ใช้งานจะต้องรอจนกว่าผู้ให้บริการจะเตรียมระบบจนพร้อม ซึ่งตรงข้ามกับ premise-based IP PBX ที่อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น PBX server และ switching ต่าง ๆ จะติดตั้งอยู่ที่ฝั่งผู้ใช้งาน ซึ่งหมายถึงผู้ใช้งานต้องรับภาระในการติดตั้ง ดูแล และอัพเกรดระบบ อีกทั้งการขยายระบบมีความยุ่งยากซับซ้อนกว่า แต่ก็มีข้อดีคือสามารถอัพเกรดหรือ configure ระบบได้ทุกเมื่อตามต้องการ

รูปที่ 5 Hosted IP PBX (source: www.siptalk.com)


บทสรุป

ความนิยมในระบบ VoIP ของธุรกิจในยุคปัจจุบันส่งผลให้ IP PBX มีบทบาทและความสำคัญควบคู่กันไป IP PBX ช่วยให้การบริหารจัดการระบบ VoIP ทั้งภายในองค์กรและระหว่างองค์กรกับสำนักงานหรือสาขาย่อยเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสื่อสารได้ครบทุกรูปแบบทั้งภาพ เสียง ข้อมูล ด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่ามากเมื่อเทียบกับระบบโทรศัพท์แบบดั้งเดิม อีกทั้งการติดตั้งใช้งานก็ทำได้ง่าย ไม่ต้องวางระบบใหม่ทั้งหมดเนื่องจากทั้ง VoIP และ IP PBX ทำงานผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่มีใช้งานกันอยู่ทั่วไปจนกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับธุรกิจในยุคปัจจุบัน

IP PBX ในปัจจุบันมีให้เลือกใช้ทั้งแบบ premise-based และ hosted ซึ่งทั้งสองแบบต่างก็มีข้อดีและข้อเสีย ดังนั้นการพิจารณาตัดสินใจเลือกใช้ IP PBX ให้เหมาะสมกับความต้องการขององค์กรจึงต้องประกอบด้วยหลายปัจจัย เช่น ในระบบ Hosted IP PBX ที่เรียกเก็บค่าบริการรายเดือนตามจำนวนผู้ใช้งานหรือตามแต่ตกลง ผู้ใช้บริการไม่ต้องแบกรับภาระต้นทุนแรกเริ่มในการติดตั้งระบบ แต่ผู้ให้บริการที่เสนออัตราค่าบริการย่อมเยาอาจมีความเชี่ยวชาญเฉพาะกับองค์กรที่มีจำนวนผู้ใช้งานไม่มากนัก ซึ่งอาจมีปัญหาในอนาคตในกรณีที่มีการขยายธุรกิจหรือจำนวนสำนักงานสาขาย่อย ในทางกลับกัน แบบ premise-based ที่มีต้นทุนเริ่มแรกสูงกว่าที่รวมถึงค่าวัสดุอุปกรณ์ระบบ IP PBX ที่รวมถึง server, switching, gateway และซอฟต์แวร์ แต่ในระยะยาวอาจคุ้มค่ากว่าหากมีจำนวนผู้ใช้งานมาก ทั้งนี้นอกเหนือจากการพิจารณาด้วยปัจจัยอย่างรอบคอบแล้ว การวางแผนในการวางระบบที่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปได้ในอนาคต ก็เป็นสิ่งจำเป็นและจะสามารถลดความสูญเปล่าในการลงทุนในระบบได้เช่นกัน


ที่มา: MICRO COMPUTER , mvt.co.th Vol.28, No.296, March 2010

 

Hosted IP PBX และสิ่งที่ควรรู้ไว้ก่อนเลือกใช้งาน

วันอังคารที่ 15 มกราคม 2013 เวลา 01:01 น. ผู้ดูแลระบบ
อีเมล พิมพ์ PDF

บทความโดย ศุวิล ชมชัยยา, สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ประยุกต์ ภาควิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

เป็นที่ทราบกันดีว่าระบบตู้สาขาหรือ Private Branch Exchange (PBX) เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับระบบโทรศัพท์ขององค์กรที่ทำหน้าที่เสมือนแผงสับสวิทซ์สายโทรศัพท์ไปยังปลายทางที่ต้องการ ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถใช้โทรศัพท์สายเดียวแบบอัตโนมัติที่สามารถโอนสายไปยังหลาย ๆ จุดหมายและใช้งานพร้อมกันแทนการใช้หมายเลขโทรศัพท์สายตรงจำนวนมากตามจำนวนผู้ใช้งาน อีกทั้งยังเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าบำรุงรักษาคู่สาย ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เป็นต้น และในยุคที่โทรศัพท์อินเทอร์เน็ต (Internet Telephony) หรือ VoIP กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ดังนั้น IP PBX จึงเข้ามามีบทบาทที่สำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายในการสื่อสารขององค์กร เนื่องจาก IP PBX สามารถใช้งานกับ VoIP และระบบโทรศัพท์แบบดั้งเดิมหรือ PSTN (Public Switch Telephone Network) ได้อีกด้วย

สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีจำนวนผู้ใช้งานมาก การจะลงทุนในอุปกรณ์ระบบ VoIP และ IP PBX แบบ premise-based เองนั้นอาจจะไม่เป็นเรื่องยากเท่าใดนัก เนื่องจากจำนวนผู้ใช้งานมากอาจคุ้มค่าในการที่จะลงทุนในระยะยาวและคุ้มทุนในระยะเวลาไม่นาน แต่สำหรับธุรกิจหรือองค์กรขนาดกลางหรือขนาดย่อมที่มีความต้องการใช้งานระบบ VoIP เช่นเดียวกับองค์กรขนาดใหญ่นั้น การเลือกใช้งานระบบ VoIP และ IP PBX โดยผู้ให้บริการจากภายนอก (hosted) ดูจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ


รู้จักกับ Hosted IP PBX

จุดประสงค์หลักของการหันเหมาใช้ VoIP ขององค์กรที่เหมือนกันสำหรับองค์กรทุกขนาดคือการลดค่าใช้จ่ายในการสื่อสารตั้งแต่ภายในองค์กร ระหว่างสำนักงาน สาขาย่อย หรือกับลูกค้า แต่สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีผู้ใช้งานมาก การลงทุนในอุปกรณ์ระบบทั้ง VoIP และ IP PBX อาจจะไม่เป็นปัญหามากนัก แต่สำหรับองค์กรที่มีผู้ใช้งานไม่มากนักแต่ยังมีความจำเป็นต้องติดต่อสื่อสารด้วย VoIP แล้ว hosted IP PBX คือบริการตู้สาขาสำหรับ VoIP โดยผู้ให้บริการจากภายนอกที่องค์กรสามารถใช้บริการโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนในส่วนของอุปกรณ์ IP PBX เองมากนัก ซึ่งเหมาะสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีจำนวนผู้ใช้งานไม่มาก อีกทั้งการใช้บริการทั้ง hosted VoIP และ hosted IP PBX มิได้เป็นเพียงแค่การประหยัดค่าใช้จ่ายในการดูแลระบบ แต่อาจยังหมายถึงการได้รับบริการระบบสื่อสารแบบรวม (Unified Communication) ที่ได้มาตรฐาน และการบริการจัดการระบบโดยมืออาชีพที่เชี่ยวชาญแทนการลงทุนและสรรหาผู้ดูแลระบบเอง นอกจากนี้ เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้งในปัจจุบันทำให้ต้องมีการอัพเกรดระบบอยู่เสมอ ดังนั้น hosted IP PBX จึงสามารถช่วยลดภาระองค์กรในการวางแผนพัฒนาระบบเนื่องจากผู้ให้บริการมีหน้าที่ในการบำรุงรักษาและอัพเกรดระบบ อีกทั้งการปรับปรุงระบบการให้บริการให้มีความทันสมัยโดยผู้ให้บริการก็สามารถกระทำได้ไม่ยากนัก


ฟังก์ชั่นการใช้งานของ Hosted IP PBX

องค์ประกอบของฟังก์ชั่นการใช้งานของ IP PBX ที่นอกเหนือจากการจับคู่สาย การต่อสาย การวางสาย และการบันทึกข้อความ/เสียงสนทนา เช่นเดียวกับ IP PBX ทั่วไปแล้ว hosted IP PBX ก็ควรจะมีฟังก์ชั่นการใช้งานอื่น ๆ ด้วยดังนี้

การจัดเส้นทางสาย (Call Routing)

  • ระบบโอเปอเรเตอร์อัตโนมัติ (Automated Attendant) คือระบบอัตโนมัติทำหน้าที่ตอบรับสาย และสามารถสร้างเมนูในการใช้งาน หรือการโอนสายเข้าสู่ระบบฝากข้อความเสียง ซึ่งสามารถตั้งโปรแกรมให้เหมาะกับการใช้งานได้
  • เมนู (Call Menu) คือ เมนูในการใช้งานที่สามารถเลือกได้ตามต้องการ และสามารถย้อนกลับหรือฟังซ้ำได้โดยไม่ต้องวางสายแล้วต่อสายใหม่ อีกทั้งยังสามารถตั้งค่าเมนูการใช้งานได้หลายชุดและเปลี่ยนเมนูการใช้งานตามแต่ช่วงเวลา หรือตัวบุคคลผู้ใช้งานที่อาจมีสิทธิในการใช้ระบบในระดับที่แตกต่างกัน
  • การเพิ่มหรือลดคู่สาย (Managing Extension) คือฟังก์ชั่นการใช้งานที่มีความยืดหยุ่นในการเพิ่มคู่สายใหม่หรือการยกเลิกคู่สายที่ไม่ได้ใช้งาน ซึ่งสามารถควบคุมการทำงานแบบ web-based
  • การส่งต่อสาย (Call Forwarding) ช่วยในการโอนสายไปยังจุดหมายโดยอัตโนมัติ ทั้งแบบตั้งโปรแกรมและแบบธรรมดา
  • การโอนสายระหว่างผู้ใช้งาน (Call Transfer) ช่วยในการโอนสายระหว่างผู้ใช้งานได้โดยไม่ต้องโอนกลับมาที่ระบบส่วนกลางก่อน
  • การพักสาย (Call Parking) ในกรณีที่มีสายเข้าและผู้รับปลายทางสายไม่ว่างแต่สามารถพักรอสายจนกว่าปลายทางจะสามารถรับสายได้ โดยไม่จำเป็นต้อวางสายหรือโอนกลับมาที่ระบบส่วนกลาง

ระบบข้อความและการจัดการระบบ

  • สารบบผู้ใช้งาน (User Directory) ที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบที่มีการอัพเดทจากระบบส่วนกลาง
  • กล่องข้อความเสียง (Voice Mail boxes) ซึ่ง hosted IP PBX ควรจะให้มีการบันทึกข้อความเสียงได้ไม่จำกัดจำนวน นอกจากนี้อาจมีระบบการบันทึกการสนทนาแบบอัตโนมัติทั้งสายเข้าและสายโทรออก
  • ระบบถือสายรอ (Call Hold) ที่สามารถจัดให้มีการรอสายตามคิวที่ได้รับโดยไม่มีการตัดสาย มีเสียงเพลงฟังระหว่างรอสาย หรือตั้งโปรแกรมระยะเวลาในการรอสายได้
  • การประชุมสาย (Conference Calling) ที่สามารถใช้ประชุมทางไกลสำหรับสายจากภายในและจากภายนอกได้
  • การบริหารจัดการระบบทางเว็บ (Web-Based System Management and Administration) ที่ช่วยให้การจัดการระบบสามารถกระทำได้ง่ายผ่านทาง Web Browser

การตั้งโปรแกรมการจัดเส้นทางและการตั้งหมายกำหนดการ

  • การตั้งโปรแกรมการจัดเส้นทางสายตามเวลา (Scheduled Call Routing) คือการบริหารจัดการสายเข้าตามโปรแกรมที่ตั้งไว้ล่วงหน้าตามช่วงเวลาต่าง ๆ เช่น เวลาทำการ วันหยุด หรือนอกเวลาทำการ เป็นต้น
  • ระบบโทรกลับอัตโนมัติ (Automatic Call Back) คือการต่อสายกลับอัตโนมัติเมื่อสายว่าง หรือตามเงื่อนไขที่ตั้งโปรแกรมไว้
  • ระบบคัดกรองสาย (Call Screening) ที่ทำหน้าที่คัดกรองสายโทรเข้า
  • ระบบติดตามสาย (Call Monitoring) ที่สามารถตรวจสอบและติดตามสายเพื่อติดตามความก้าวหน้าของงาน เช่น การเสนอขาย การติดตามหรือบริการลูกค้า เป็นต้น
  • การแทรกสาย (Call Barging) ที่สามารถแทรกการสนทนาในระหว่างที่การสนทนาของคู่สายยังไม่สิ้นสุด ใช้ในกรณีฉุกเฉินหรือเร่งด่วน

การใช้งานร่วมกันระบบสำนักงาน

  • การใช้งานร่วมกันอีเมล์ (E-mail Integration) โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ E-mail Application เช่น Microsoft Outlook โดยทุกสายที่โทรเข้าสามารถตรวจสอบได้จากรายชื่อ (contact list) ใน MS Outlook หรือ Lotus Note เป็นต้น หรือการโทรออกที่สามารถโทรได้โดยตรงจาก E-mail Application

รูปที่ 1 E-mail Integration กับ MS Outlook (source: www3.inin.com)

  • การใช้งานร่วมกันระหว่างข้อความเสียงกับอีเมล์ (Voice Mail to E-Mail) ช่วยให้การบริหารจัดการกล่องข้อความเสียงส่วนบุคคลสะดวกยิ่งขึ้นเพราะสามารถจัดเก็บหรือเปิดฟังได้บนเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
  • การใช้งานร่วมกับระบบเครือข่าย (Data Network Integration) Hosted IP PBX สามารถใช้งานร่วมกันกับระบบเครือข่ายทั่วไป ซึ่งช่วยให้การต่อสายโทรออกทำได้ง่ายเพียงการคลิกธรรมดา หรืออาจรวมถึงการใช้งานร่วมกัน application อีเมล์ หรือระบบ Customer Relationship Management (CRM)
  • Click-to-Dial ช่วยให้การใช้งานสะดวกรวดเร็วเพียงแค่การเลือกหมายเลขโทรศัพท์ที่ต้องการบนหน้าจอแทนการคลิกปุ่มหมายเลข


ข้อมูลเบื้องต้นก่อนตัดสินใจเลือก Hosted IP PBX

ก่อนที่จะเริ่มพูดคุยในรายละเอียดกับผู้ให้บริการ Hosted IP PBX ควรจะมีข้อมูลเบื้องต้นเพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจ ดังนี้

ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานทั่วไป

  • จำนวนผู้ใช้งานในองค์กร ตามที่กล่าวมาข้างต้นว่า Hosted IP PBX อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าหากมีจำนวนผู้ใช้งานในองค์กรไม่มากนัก เนื่องจากผู้ใช้งานไม่ต้องลงทุนในอุปกรณ์มากนัก แต่ในทางตรงกันข้ามหากจำนวนผู้ใช้งานมาก การลงทุนในอุปกรณ์อาจมีความคุ้มค่ากว่าในระยะยาว อีกทั้งองค์กรขนาดใหญ่มักจะมีฝ่ายระบบหรือมีเจ้าหน้าที่ดูแลระบบอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่เป็นเรื่องยากที่จะลงทุนในอุปกรณ์ระบบและจัดหาบุคลากรมาดูแลบริหารจัดการระบบ IP PBX โดยตรงได้ เมื่อเทียบกับองค์กรที่มีขนาดเล็กและต้องมีการว่าจ้างบุคลากรภายนอก (outsource) เป็นส่วนใหญ่
  • จำนวนจุดใช้งาน สำนักงาน/สาขาย่อย ที่ต้องใช้ VoIP ปริมาณความต้องการใช้งาน VoIP ทั้งในองค์กร และสำนักงาน/สาขาย่อย เป็นหนึ่งในปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดถึงความจำเป็นในการเลือกประเภท IP PBX ให้เหมาะสมกับการใช้งาน ดังนั้น ปริมาณความต้องการใช้งาน VoIP โดยรวมจะต้องชัดเจน ซึ่งอาจต้องคำนึงถึงปริมาณความต้องการในอนาคตทั้งในระยะสั้นและระยะยาวอีกด้วย

ข้อมูลด้านเทคนิค

  • ข้อมูลเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ที่มีใช้ในปัจจุบัน เนื่องจากทั้ง VoIP และ Hosted IP PBX 1ต่างก็ทำงานบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตโปรโตคอล (IP Network) ดังนั้น รายละเอียดเกี่ยวกับ bandwidth ประเภทของอินเทอร์เน็ตที่ใช้ (DSL, ADSL, Cable Connection), ความเร็วในการรับส่งข้อมูล และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งควรจะมีข้อมูลเบื้องต้นประเภทนี้ให้มากที่สุด และอาจรวมถึงผู้ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและรายละเอียดของบริการที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
  • สภาวะการใช้งานของระบบเครือข่ายในปัจจุบันขององค์กร สภาพการใช้งานในปัจจุบันของระบบเครือข่ายขององค์กรที่รวมถึง load ใช้งานและ bandwidth ที่ยังคงเหลือ ซึ่งผู้ให้บริการ Hosted IP PBX อาจทำการทดสอบระบบเองเพื่อหาข้อมูลที่แน่นอน อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ความเร็วของอินเทอร์เน็ตที่ใช้อยู่ไม่เพียงพอ ผู้ใช้บริการอาจต้องอัพเกรดอินเทอร์เน็ตให้มีความเร็วสูงขึ้นเพื่อรองรับการใช้งาน

ข้อมูลของ server

ข้อมูลของ server ก็เป็นสิ่งที่ผู้ให้บริการ Hosted IP PBX จำเป็นต้องทราบในเบื้องต้น เนื่องจาก server ของแต่ละผู้ผลิตต่างก็มีขีดความสามารถและรายละเอียดทางเทคนิคที่แตกต่างกัน ซึ่ง server ในบางรุ่นอาจมีข้อจำกัดหรือไม่สามารถรองรับการใช้งาน Unified Communication ได้ดีนัก และรายละเอียดของระบบปฏิบัติการที่ใช้บน server ก็เป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับขีดความสามารถในการรองรับการใช้งาน unified communication และความปลอดภัยของระบบและข้อมูล (system and data security)

ข้อมูลของระบบโทรศัพท์ที่องค์กรใช้อยู่ในปัจจุบัน

เป็นที่ทราบกันดีว่า VoIP และ IP PBX สามารถใช้งานร่วมกับระบบโทรศัพท์พื้นฐานที่มีใช้อยู่ โดยอุปกรณ์โทรศัพท์เดิมยังสามารถใช้งานร่วมกันได้ผ่านทาง Analog Telephony Adaptor (ATA) อีกทั้ง IP PBX สามารถติดตั้งใช้งานได้โดยไม่ต้องเดินสายหรือวางระบบใหม่ทั้งหมด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทราบข้อมูลทางเทคนิคในเบื้องต้นต่าง ๆ เช่น จำนวนคู่สาย ระบบชุมสาย ผู้ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน รวมถึงรายละเอียดของบริการโทรศัพท์ที่ใช้อยู่ และอื่น ๆ รวมถึงความต้องการใช้งาน VoIP และ IP PBX ขององค์กรที่เป็นได้ทั้งการเปลี่ยนระบบใหม่ทั้งหมดหรือการอัพเกรดเพียงบางส่วน

รูปแบบการใช้งานโทรศัพท์ในปัจจุบันขององค์กร

นอกจากข้อมูลทางเทคนิคแล้ว ข้อมูลการใช้งานโทรศัพท์ในปัจจุบัน เช่นลักษณะการใช้งาน (usage profile) ในแต่ละเดือน (สายภายใน สายอัตโนมัติ สายทางไกลในประเทศ หรือทางสายไกลต่างประเทศ) ซึ่งสังเกตและประมาณการเฉลี่ยได้จากบิลค่าโทรศัพท์ของแต่ละเดือน อัตราส่วนการใช้งานระหว่างสายเข้าและสายโทรออก และอาจรวมถึงงบประมาณในการลงทุนในระบบ และเป้าหมายในการควบคุมค่าโทรศัพท์ขององค์กร (สำหรับในกรณีที่องค์กรต้องการลดค่าใช้จ่ายเป็นเป้าหมายหลัก)

นอกจากข้อมูลในเบื้องต้นที่ควรจะมีก่อนที่จะตัดสินใจเลือกใช้ Hosted IP PBX แล้ว option ต่าง ๆ ที่ต้องการเลือกใช้ต่างก็มีผลต่อต้นทุนค่าใช้จ่ายในการใช้บริการเช่นกัน ดังนั้นองค์กรควรจะเลือก option ที่จำเป็นต่อการใช้งานจริง ๆ เช่น หมายเลขโทรฟรี (toll free) ซึ่งเหมาะกับธุรกิจที่เน้นการอำนวยความสะดวกในการให้บริการลูกค้า ซึ่งหมายเลขโทรฟรีนั้น ลูกค้าผู้ใช้บริการของธุรกิจไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด แต่องค์กรจะเป็นผู้แบกรับภาระค่าใช้จ่ายเอง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้งานและข้อตกลงกับผู้ให้บริการ Hosted IP PBX และหากองค์กรต้องการที่จะมี call center ก็จะต้องเลือกระหว่างการใช้พนักงานตอบรับโทรศัพท์หรือการใช้โอเปอเรเตอร์อัตโนมัติ (auto attendant) และ voice menu ที่อำนวยความสะดวกสำหรับผู้ใช้งาน

สำหรับองค์กรที่มีสำนักงานหรือสาขาย่อยและมีการประชุมทางสายเป็นประจำนั้น การเลือกใช้งาน call conference ก็เป็นทางเลือกที่เหมาะสม แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับจำนวนสาขายย่อยที่ต้องการเชื่อมต่อสำหรับ call conference ในแต่ละครั้ง การใช้งานร่วมกับ MS Outlook หรือระบบสำนักงานอื่น ๆ ช่วยอำนวยความสะดวกและรวดเร็วต่อการใช้งาน แต่ก็มีค่าบริการที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน


บทสรุป

Hosted IP PBX ช่วยให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กได้มีโอกาสใช้ระบบ VoIP เช่นเดียวกับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีระบบเป็นของตนเอง ต่างกันตรงที่ทั้ง Hosted VoIP และ Hosted IP PBX นั้นองค์กรไม่จำเป็นต้องลงทุนในระบบเองสูงมากนัก แต่บรรลุวัตถุประสงค์ในการลดค่าใช้จ่ายในการสื่อสารทางโทรศัพท์ภายในและระหว่างสำนักงานหรือสาขาย่อยได้ อีกทั้งยังสามารถเลือกใช้บริการจากผู้ให้บริการที่มีขีดความสามารถ บริการ ข้อเสนอ และระดับราคาที่หลากหลายตามแต่ความต้องการ

ถึงแม้ว่า Hosted IP PBX จะมีต้นทุนในการติดตั้งวางระบบไม่สูงมากนัก แต่ option ต่าง ๆ ในการใช้งาน ความซับซ้อนของระบบโทรศัพท์ที่ใช้อยู่ รวมถึงปริมาณการใช้งานทั้งภายในและระหว่างสถานที่ ก็มีผลต่อค่าบริการที่ผู้ให้บริการจะเรียกเก็บ อีกทั้งยังอาจมีต้นทุนแฝงอื่น ๆ เช่น การเตรียมระบบพื้นฐานให้พร้อมรองรับการใช้งาน เช่น ความเร็วของอินเทอร์เน็ต และ server ที่ใช้อยู่ เป็นต้น ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่ต้องคำนึงถึงในหลาย ๆ ประเด็นที่รวมถึงการขยายต่อยอดระบบในอนาคต มากกว่าการมุ่งลดค่าใช้จ่ายโดยรวมให้เหลือต่ำสุดเพียงอย่างเดียว ดังนั้น การตัดสินใจเลือกใช้ Hosted VoIP และ Hosted IP PBX จึงควรมองว่าเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารขององค์กรด้วยระบบที่มีขีดความสามารถสูงเพียงพอต่อการใช้งาน ติดตั้งใช้งานร่วมกับระบบเดิมที่มีอยู่ได้ไม่ยากนัก อีกทั้งการได้รับบริการและดูแลบำรุงรักษาระบบโดยมืออาชีพที่เชี่ยวชาญ และค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้คือผลพลอยได้ที่จะตามมา


ที่มา: MICRO COMPUTER, Vol.28, No.296, March 2010

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 15 มกราคม 2013 เวลา 01:03 น.
 

โปรแรกม JPerf 2.0.2 Speed Test Network

วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม 2013 เวลา 04:25 น. ผู้ดูแลระบบ
อีเมล พิมพ์ PDF
LatencyHeader


Standardized AirMax performance testing
ไปดาวน์โหลดโปรแกรมมาก่อนเลย  
Http://Xjperf.Googlecode.Com/Files/Jperf-2.0.2.Zip
มันต้องลงโปรแกรมที่เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้ง 2 เครื่องคือฝั่งที่จำรองเป็น Server และฝั่งที่จำรองเป็นเครื่อง Client นะครับ

IMPORTANT:
 DO NOT USE THE INTERNAL SPEED TEST FOR PERFORMANCE MEASUREMENTS. IT IS HIGHLY INNACCURATE. AIRMAX WILL NOT SHOW MORE THEN 6MBPS NO MATTER HOW GOOD THE LINK ACTUALLY IS. FURTHERMORE THE GENERIC MIKROTIK BTEST DOES NOT REPORT VERY WELL DUE TO SINGLE STREAM DATA TRANSFER. IT CAN REPORT AS MUCH AS 40% LOWER.
Speed Test

 
1. Server Side setup: กรุณาตั้งค่าตามตัวอย่างข้างล่าง แต่สามารถตั้งค่า IP ตามระบบของคุณได้ แล้วคลิด "Run Iperf"
 Jperf-Server-settings





2. Client Side setup: อีกครั้งให้เซตอีกเครื่องตามรูปข้างล่าง จำลองการใช้งานแบบ 10 เครื่อง แล้วคลิก "Run Iperf" มันก็จะเริ่มทำงาน
 
 
jperf-client-screenshot


แก้ไขล่าสุด ใน วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม 2013 เวลา 04:30 น.
 

HSPA (HSPA+) จาก HSDPA & HSUPA

วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม 2013 เวลา 04:25 น. ผู้ดูแลระบบ
อีเมล พิมพ์ PDF

HSPA (HSPA+) จาก HSDPA & HSUPA

HSDPA คือเทคโนโลยีซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพข้อมูลใน downlink ให้แก่โอปเปอเรเตอร์บรอดแบนด์ไร้สาย และก่อให้เกิดการให้บริการข้อมูลยุคหน้า ในปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ได้ถูกใช้อย่างแพร่หลายโดยโอปเปอเรเตอร์ทั่วโลกผนวก กับประสิทธิภาพข้อมูลสูงใน downlink ด้วยอัตรารับส่งข้อมูลสูงสุดกับความจุระบบที่เพิ่มขึ้น ประสิทธิภาพ latency ต่ำที่เพิ่มประสิทธิภาพขึ้นอย่างมาก รวมทั้งการเชื่อมต่อกับงบประมาณที่ดีขึ้นและพื้นที่ครอบคลุมมากขึ้น รวมทั้งศักยภาพประสิทธิภาพสูงของเซลล์ 

HSDPA คือ ช่องสัญญาณข้อมูล Packet ความเร็วสูง downlink ใหม่ ที่ถูกแนะนำว่าเป็นส่วนหนึ่งของ Release 5 ซึ่งเป็นส่วนขยายต่อของเทคโนโลยี WCDMA ซึ่งเป็นส่วนบนสุดของช่องสัญญาณปกติของ WCDMA Rel. 99 สื่อสัญญาณ Release 5 ได้รับการออกแบบเพื่อสนับสนุนผู้ใช้ HSDPA และ R99 อย่างพร้อมกันหรืออย่างทางเลือกที่ HSDPA สามารถถูกใช้โดยเฉพาะในสื่อสัญญาณของตนเอง 

HSDPA ให้อัตราความเร็วข้อมูลสูงสุดถึง 14.4 Mbps ในช่องสัญญาณเดี่ยวถึงแม้ว่าอัตรารับส่งข้อมูลสูงสุดในเชิงพาณิชย์ปัจจุบัน อยู่ในระยะของ 3.6 Mbps เพื่อ 7.2 Mbps HSDPA ช่วยเพิ่มประสบการณ์ที่ดีในการใช้ข้อมูลของผู้ใช้ 3G เป็นอย่างมาก ที่ซึ่งเพิ่มความจุของข้อมูลได้ถึง 300 เปอร์เซ็นต์ผ่าน Rel '99 ในdownlink และประสิทธิภาพที่สูงกว่ามากเมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยี GPRS และ EDGE

HSDPA ใช้ WCDMA เพื่อยกระดับประสิทธิภาพใหม่ที่สามารถสนับสนุนแอพพลิเคชั่นบรอดแบนด์ได้ เพิ่มขึ้นกับ latencies ที่ต่ำลง ระยะเวลาการดีเลย์ที่สั้นกว่าและเวลาโต้ตอบของเครือข่ายที่เร็วขึ้นและ QoS ที่ดีกว่าสำหรับข้อมูล

HSDPA เตรียมการพัฒนาเครือข่ายให้เป็นไปอย่างราบรื่นและเสนอทางเลือกในการใช้อย่าง ยืดหยุ่นให้แก่โอปเปอเรเตอร์ ในฐานะที่สามารถประยุกต์ใช้ได้กับเทคโนโลยี R'99 การใช้ HSDPA สามารถจัดระดับให้เหมาะสมกับการลงทุนเครือข่ายตามต้องการได้ 

การอัพ เกรดจาก R'99 เป็น HSDPA ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุดในการปฏิบัติงานของ Node B และ RNC Node B สามารถปฏิบัติการฟังก์ชั่นซึ่งก่อนหน้านี้ปฏิบัติการโดย RNC (R99) ซึ่งก่อให้เกิดผลดีดังต่อไปนี้:
• เวลาการโต้ตอบเร็วขึ้น ตามข้อเท็จจริงในการปฏิบัติการของ Node B จะย่นระยะดีเลย์ในการเดินทางไปกลับของข้อมูลสั้นกว่าตามแผนกำหนดการ และการปรับเพิ่มการเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
• การใช้ทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นตามแผนงานเร็วขึ้น
• HSDPA รวบรวม H-ARQ ทำให้ปรับปรุงประสิทธิภาพการรับส่งข้อมูลซ๊ำดีขึ้น

เทคนิค ใหม่แห่งยุคหน้าได้ถูกรวบรวมดังต่อไปนี้ คือ การเพิ่มประสิทธิภาพของ HSDPA ตามแนวคิดแห่งยุคหน้าและเทคนิคใหม่ซึ่งถูกรวบรวมเข้าไปในการออกแบบของ เทคโนโลยีดังต่อไปนี้:

• ช่องสัญญาณทางกายภาพความเร็วสูงใหม่ (New High Speed Physical Channels) 
o โหมด HSDPA แนะนำช่องสัญญาณข้อมูลความเร็วสูงใหม่ที่เรียกว่า High Speed Physical Downlink Shared Channels (HS-PDSCH) ซึ่งถูกกำหนดให้ผู้ใช้ในโดเมน (domain) ตามช่วงเวลาซึ่งมี 15 ช่องสัญญาณเหล่านี้ซึ่งทำงานในหนึ่งของ 5MHz ของช่องสัญญาณวิทยุ WCDMA ทรัพยากรได้ถูกกำหนดการใช้ในทั้งเวลาและรหัสของโดเมน(ช่องสัญญาณ HS-DSCH).

• การปรับปรุงการเชื่อมต่อที่เร็วขึ้น การผสมผสานและการใส่รหัสที่ดีขึ้น (Fast Link Adaptation, Higher Modulation and Coding) 
o HSDPA สนับสนุนการผสมผสานคำสั่งเร็วกว่าซึ่งรวมถึง QPSK & 16QAM. 16-QAM ที่เพิ่มความเร็วในการส่งผ่านข้อมูล ขณะที่ QPSK มีให้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้
o HSDPA ใช้อัตราการใส่รหัสของ R = 1/3 ถึง R =1 
o การยึดหลักบนการรับส่งสัญญาณและสภาพแวดล้อมของช่องสัญญาณ ผู้ใช้ HSDPA ถูกจัดสรรการผสมผสานและแผนการใส่รหัสที่เหมาะสม เพื่อที่จะขยายอัตราการรับส่งข้อมูลให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด กระบวนการของการเลือกสรร การปรับปรุงผสมผสานและอัตราการความเร็วในการใส่รหัสให้เร็วที่สุดถูกใช้ เพื่อเป็นการปรับปรุงการเชื่อมต่อที่เร็วขึ้น 

• การกำหนดรายการเร็ว (Fast scheduling) 
o บนการตอบโต้ข้อมูลคุณภาพช่องสัญญาณเร็ว และช่อง TTI ที่สั้นกว่า HSDPA ทำให้การกำหนดการใช้ทรัพยากรรวดเร็วกว่า การจัดสรรการใช้ทรัพยากรแก่ผู้ใช้กับเงื่อนไขคลื่นวิทยุที่ดีที่สุดได้ทัน ท่วงที ก่อให้เกิดการแบ่งสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสมแก่ผู้ใช้ ผู้กำหนดรายการอาจจะเลือกผู้ใช้ที่มีคุณภาพสัญญาณที่ดีกว่าในเวลาเดียวกัน ผู้กำหนดรายการก็จะก่อให้เกิดความแน่ใจว่าผู้ใช้แต่ละคนจะได้รับบริการในการ ส่งผ่านของข้อมูลในระดับที่เหมาะสม วิธีนี้ของการจัดสรรทรัพยากรถูกเรียกว่า การกำหนดรายการอย่างทัดเทียมตามสัดส่วน

• ความแตกต่างของผู้ใช้มากมาย 
o เป็นเงื่อนไขช่องสัญญาณที่แตกต่างสำหรับผู้ใช้ที่แตกต่าง ผู้ใช้แต่ละคนจะได้รับบริการเมื่ออยู่ภายใต้เงื่อนไขคลื่นวิทยุที่สมบูรณ์ ผลของวิธีนี้จะช่วยขยายเซ็กเตอร์ของข้อมูลได้มากที่สุด ในขณะที่เครือข่ายสามารถให้บริการแก่ผู้ใช้มากมายด้วยประสิทธิภาพสูง อาทิเช่น ผลการส่งผ่านข้อมูลจะสูงขึ้นเมื่อระบบมีผู้ใช้มากขึ้น

• การรับส่งข้อมูลซ๊ำด้วยความเร็วสูงผ่าน Hybrid ARQ (Fast retransmissions through Hybrid ARQ): 
O Hybrid Automatic Repeat Request (ARQ) คือกระบวนการของการผสมผสานการรับส่งข้อมูลที่วนซ้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพใน การถอดรหัสที่ประสบความสำเร็จ เทคนิคนี้ถูกเพิ่มผ่านกลไกในชั้น MAC ของ Node-B ตามด้วยการกำหนดรายการและเทคนิคการปรับปรุงในการเชื่อมต่อ กระบวนการนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการโต้ตอบต่อปัจจัยผันแปรของคลื่น วิทยุเรียลไทม์ที่สถานีฐาน เพื่อขยายการส่งผ่านข้อมูลให้มากที่สุดและย่นระยะเวลาดีเลย์ให้น้อยที่สุด 

• Shorter transmission time interval (TTI) frames 
O HSDPA แนะนำเฟรมข้อมูลแพ็คเก็ตเวลา TTI ที่สั้นมากเพียง2 ms เป็นครั้งแรก ซึ่งน้อยกว่า
ช่วง เวลา 10 - 20 ms ที่ใช้ใน WCDMA Release 99 ข้อมูลแพ็คเก็ตถูกจัดสรรให้แก่ผู้ใช้ต่างๆ ที่ถูกกำหนดให้แก่หนึ่งหรือมากกว่าของช่องสัญญาณเหล่านี้สำหรับ TTI สั้นของ 2 ms เครือข่ายสามารถปรับให้เหมาะสมแก่ผู้ใช้ที่ถูกกำหนดสำหรับ HS-PDSCH ที่เปลี่ยนไปในทุกๆ สองล้านวินาที ผลที่ได้ก็คือทรัพยากรได้ถูกกำหนดในช่วงเวลาสั้น เพื่อทำให้การรับส่งข้อมูลซ๊ำได้รวดเร็วขึ้นและการควบคุมในการจัดสรร ทรัพยากรที่ดีกว่า

High Speed Uplink Packet Access (HSUPA) 
HSUPA เป็นโหมดมาตรฐานใน Release 6 ที่ขยายคุณประโยชน์ของ HSDPA สู่ Uplink HSUPAแนะนำช่องสัญญาณทางกายภาพใหม่ที่เรียกว่า Enhanced Dedicated Channel (E-DCH) ซึ่งสำคัญในการก่อให้เกิดชุดของการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพ uplink สูงสุด HSUPA รวบรวมความคิดและหลักการที่คล้ายคลึงใน HSDPA ดังต่อไปนี้:
• Fast Uplink Scheduling
• Fast and efficient retransmissions using Hybrid ARQ Uplink
• Shorter TTI frames for Uplink

โหมด ใหม่นี้เพื่อ uplink จะได้บรรลุในการเพิ่มประสิทธิภาพอย่างมากของข้อมูลที่เพิ่มขึ้น ลด latency และเพิ่มประสิทธิภาพของสเปคตรัม ทำให้ HSUPA ต้องการเพียงการเปลี่ยนชั้น PHY และ MAC เป็น Node Bs และ การเปลี่ยนชั้น MAC เป็น RNCs เท่านั้น

โหมด HSUPA จะทำให้อัตรารับส่งข้อมูลได้สูงสุดถึง 5.76 Mbps และเกือบจะสองเท่าของความจุ uplink cell ลด latency ได้สูงถึง 85% ตามระบบของ Release 99 และประสบความสำเร็จอย่างมากในการปรับปรุงอัตราความเร็วข้อมูลของผู้ใช้ เทคนิคเพิ่มเติม อาทิเช่น interference cancellation และตัวรับ 4-Rx ที่เพิ่มความจุของเซลล์ในระบบ HSUPA มากถึง 400%

HSUPA ยังลดระยะเวลาดีเลย์แพ็คเก็ตอย่างมาก การรวมของ TTI สั้นลง การกำหนดรายการที่รวดเร็วขึ้นและ Hybrid ARQ ที่รวดเร็วซึ่งคล้ายกับการให้บริการ downlink เพื่อลด latency HSUPA สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมของ QoS สำหรับการใช้ทรัพยากรระบบ uplink ที่ดีขึ้น HSUPA ทำให้การควบคุมทรัพยากร air link ของ Node B ดีขึ้นรวมทั้งการกำหนดรายการที่รวดเร็วสำหรับการปรับปรุง uplink มากที่คล้ายกับ HSDPA ใน downlink.

โหมด HSUPA ที่เพิ่มประสิทธิภาพ uplink นอกเหนือไปจากโหมด HSDPA ที่ใช้เทคโนโลยี WCDMA เพื่อทำงานด้วยกันในระดับใหม่ ในการให้บริการที่ดีสุดของบรอดแบนด์ไร้สาย การรวมเข้าด้วยกันของ HSDPA และ HSUPA ซึ่งถูกกำหนดเป็น HSPA ได้ให้การสนับสนุนที่ดีกว่าสำหรับแอพพลิเคชั่นที่ไวต่อการดีเลย์ อาทิเช่น VoIP, Video telephony และแอพพลิเคชั่นเกมมากมาย HSPA ได้เพิ่มประสบการณ์ที่ดีอย่างมากแก่ผู้ใช้ในการใช้ uplink และแอพพลิเคชั่นต่างๆ อาทิเช่น การส่งไฟล์งานและการส่งวีดีโอและรูปภาพ

การ เพิ่มประสิทธิภาพใหม่ใน uplink ของเทคโนโลยี HSUPA ที่ใช้งบประมาณลดลงรวมทั้งการเพิ่มพื้นที่ครอบคลุมของสัญญาณทั้งในเมืองและ ชนบทด้วยขนาดของเซลล์ที่ใหญ่ขึ้น

วิวัฒนาการของ HSPA (HSPA+): 
HSPA+ ซึ่งเป็นวิวัฒนาการอักขั้นหนึ่งของเทคโนโลยี HSPA เพิ่มประสิทธิภาพอย่างมากของ Rel 6 HSPA ในการรับส่งผ่านแบนด์วิดธิ์ 5 MHz ฟีเจอร์ของ HSPA+ เป็นมาตรฐานของ รุ่น 3GPP 7 และ8 HSPA+ เป็นวิวัฒนาการโดยตรงของ HSPA Release 6 กับโครงสร้างพื้นฐานของเครือข่ายในปัจจุบัน

HSPA+ ทำให้การทำงานตรงเวลาและประหยัดต้นทุน ด้วยการยกระดับทรัพยากรสเปคตรัมและเครือข่ายที่มีอยู่ด้วยประสิทธิภาพที่ดี ที่สุดของคลื่น 5 MHz HSPA+ สามารถประยุกต์ใช้ได้กับเครือข่ายและอุปกรณ์ที่มีอยู่ของ R99/R5/R6 หนึ่งในวัตถุประสงค์หลักของ HSPA+ คือการช่วยให้โอปเปอเรเตอร์สามารถพัฒนาสินทรัพย์ที่มีอยู่ ((cell sites, RAN และเครือข่ายหลัก) และการใช้ในพื้นที่ที่เลือกสรรแล้วว่ามีความต้องการใช้เสียงและข้อมูลสูง HSPA+ จะยังช่วยโอปเปอเรเตอร์ในการเพิ่มการให้บริการบรอดแบนด์ไร้สายที่เร็วขึ้น แก่ตลาดด้วยเทคโนโลยีที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว

HSPA+ พัฒนาประสิทธิภาพความจุของระบบสำหรับข้อมูลและแอพพลิเคชั่นที่ไวต่อการดีเล ย์ อาทิเช่น VoIP HSPA+ เพิ่มอัตราความเร็วข้อมูลเฉลี่ยของผู้ใช้และอัตรารับส่งข้อมูลสูงสุดโดยการ ใช้ MIMO, การผสมผสานคำสั่งที่เร็วขึ้น (DL-64QAM, UL-16QAM), และการเพิ่มประสิทธิภาพอื่นๆ ตารางดังต่อไปนี้วาดให้เห็นการปรับปรุงที่เป็นไปได้ด้วย HSPA+ กับอัตรารับส่งข้อมูลสูงสุดและประสิทธิภาพของระบบ ดังต่อไปนี้:
 
 

ประกาศ กทช. เรื่อง RLAN/WLAN (802.11), Channel/Freq/Power ที่ใช้ได้

วันเสาร์ที่ 12 มกราคม 2013 เวลา 19:38 น. ผู้ดูแลระบบ
อีเมล พิมพ์ PDF

บางคนอาจจะสงสัยครับว่า เมืองไทยตอนนี้ อนุญาติให้ใช้ความถี่ Wireless LAN (WiFi) ช่วงไหนบ้างและ Channel ไหนบ้าง

พอดีว่าผมสงสัยเรื่อง 802.11n ซึ่งควรจะใช้ที่ 5Ghz และกำลังเช็คเรื่อง Linux Wireless Regulatory Database ว่าต้อง update ไหม เลยไปค้น ๆ ดู ก็เจอ ปรากฏว่ามีประกาศ กทช. เกี่ยวกับเรื่องนี้ ในราชกิจจานุเบกษา ตั้งแต่ปีที่แล้ว

ผมสรุปสั้น ๆ ให้จากประกาศตามนี้

คลื่นความถี่ที่อนุญาติ สำหรับอุปกรณ์โทรคมนาคม

Frequency Band: 2.400-2.500 GHz (802.11b channel 1-14, 802.11g/n channel 1-11 @20MHz)
Max Power: e.i.r.p. 0.1Watt
Usage: Indoor/Outdoor Use

Frequency Band: 5.150-5.350 Ghz (802.11a/n channel 35-64 @20MHz)
Max Power: e.i.r.p. 0.2Watt
Usage: Indoor Use Only

Frequency Band: 5.470-5.725 Ghz (802.11a/n channel 100-140 @20MHz)
Max Power: e.i.r.p. 1Watt
Usage: Indoor/Outdoor Use

Frequency Band: 5.725-5.850 Ghz (802.11a/n channel 149-165 @20MHz)
Max Power: e.i.r.p. 1Watt
Usage: Indoor/Outdoor Use

 

 

      เราจะเห็นได้ว่าคลื่นความถี่ที่น่าใช้และไม่มีคลื่นความถี่อื่นๆรบกวนคือ 5.4-5.8Ghzส่วนคลื่นความถี่ 2.4 ที่ใช้ทั่วไปนั้น ตอนนี้หนาแน่นไปทุกพื้นที่แล้วครับ ทำให้คุณภาพในการส่งสัญญาณผ่านคลื่นความถี่นี้ไม่ดีเท่าที่ควร

 


หน้า 3 จาก 4

facebooklike

ห้างหุ้นส่วนจำกัดหยดน้ำคอมพิวเตอร์ 51/6 หมู่ 5 อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ 50130 
 
e-mail : [email protected]

 
   Copyright © 2008-2017 YODNAM COMPUTER LIMITED PARTNERSHIP
ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม ประเภทที่ 1 เลขที่ NTC/MM/INT/ISP/I/012/2558