VoIP คืออะไร

วันอังคารที่ 10 กันยายน 2013 เวลา 10:47 น. ผู้ดูแลระบบ
พิมพ์

VoIP ย่อมาจาก Voice over Internet Protocol คือการสื่อสารทางเสียงผ่านอินเทอร์เน็ต เป็นเทคโนโลยีใหม่สำหรับการโทรศัพท์ผ่านทางเครือข่าย Internet ซึ่งมีข้อดีอันดับแรก ๆ ที่เห็นได้ชัดก็คือ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการโทรได้ ไม่ว่าจะเป็นการโทรภายในประเทศ หรือการโทรระหว่างประเทศก็ตาม เพราะการโทรศัพท์ผ่านทางระบบ Internet นั้นไม่จำเป็นที่จะต้องทำงานผ่านทางชุมสายโทรศัพท์ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายของส่วนที่ให้บริการด้วย
VoIP นั้นเป็นการประยุกต์การส่งข้อมูลผ่าน Internet มาใช้งาน ซึ่งโดยปกติการใช้งาน Internet จะเป็นการใช้สัญญาณข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่สำหรับการใช้งาน VoIP นั้นจะเป็นการนำเอาสัญญาณเสียงมารวมเข้ากับสัญญาณข้อมูล เพื่อส่งผ่านไปยังระบบเครือข่ายผ่านทาง Protocol l ที่ใช้สำหรับอินเทอร์เน็ตก็คือ Internet Protocol หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า IP ซึ่งตามปกตินั้น IP จะใช้สัญญาณข้อมูลเท่านั้น แต่ด้วยเทคโนโลยี VoIP ที่ทำให้ส่งสัญญาณเสียงได้ ตัวอย่างผู้ให้บริการ VoIP ในประเทศไทย เช่น บริษัท แอดวานซ์ เทเลโฟน แอนด์ เทเลคอมมูนิเคชั่น จำกัด

การใช้เทคโนโลยี VoIP รูปแบบต่าง
1. คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ไปยัง คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ( PC to PC )
2. คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ไปยัง โทรศัพท์พื้นฐาน ( PC to Phone )
3.จากเครื่องโทรศัพท์สู่เครื่องคอมพิวเตอร์ (Phone-to-PC)
4. โทรศัพท์กับโทรศัพท์ ( Telephony )


ประโยชน์ที่ได้รับ จาก VoIP
1.ลดค่าใช้จ่าย
2.เพิ่มความยืดหยุ่นในการติดต่อสื่อสาร
3.จัดการระบบเครือข่ายได้ง่ายขึ้น เนื่องจากเครือข่ายการติดต่อสื่อสารทั้งหมด สามารถยุบรวมกันให้เหลือเพียงเครือข่ายเดียวได้ อีกทั้งในกรณีที่มีการโยกย้ายของหน่วยงานหรือพนักงาน การจัดการด้านหมายเลขโทรศัพท์และอื่นๆ สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องเดินสายสัญญาณใดๆขึ้นมาใหม่
4.รองรับการขยายตัวของระบบในอนาคต หากในอนาคตองค์กรขยายตัวใหญ่ขึ้น VoIP สามารถรองรับผู้ใช้งานได้เพิ่มมากขึ้นในทันทีโดยการเพิ่ม Virtual User เข้าไปในระบบเท่านั้นเอง
5.ลดค่าใช้จ่ายในการดูแลและจัดการระบบ (Reduce Operating Expenses) เนื่องจากใช้ซอฟต์แวร์ในการจัดการ ทำให้ VoIP นั้นง่ายในการจัดการและบำรุงรักษา
6.เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (Increase Productivity) พนักงานสามารถส่งเอกสารผ่านเครือข่ายควบคู่ไปกับการสนทนา หรืออาจจัดการประชุมออนไลน์(Conference Call) ทั้งภาพและเสียง และแม้กระทั่งส่งเอกสารการประชุมให้กับผู้เข้าร่วมประชุม ผ่านทางเครือข่ายได้อีกด้วย
7.ใช้ร่วมกับการสื่อสารไร้สายได้ ทำให้อุปกรณ์สื่อสารไร้สายต่างๆ เช่นโทรศัพท์มือถือหรือPDA สามารถติดต่อผ่าน VoIP เข้ามาในเครือข่ายขององค์กรได้
8.เพิ่มประสิทธิภาพในการติดต่อกับลูกค้า (Improved Level of Services) โดยใช้ความสามารถของแอพพลิเคชั่นต่างๆ ของ VoIP เช่น Click-to-talk เพื่อเพิ่มความสะดวกและรวดเร็วในการติดต่อกับลูกค้า

 

ทำระบบ VoIP ต้องมีอะไรบ้าง

SoftSwitch
นอกจาก Asterisk แล้วยังมี FreeSWITCH, yate, CallWeaver (OpenPBX), FreePBX (AMP), sipX, OpenSER - open source SIP Server ลองอ่านรายละเอียดได้ที่ http://gotoknow.org/blog/patrickz/108761


VoIP Network
จริงๆ ไม่อยากพูดถึงนะ เพราะหาได้ตาม internet ไม่พ้นเรื่อง การคำนวณ bandwidth ที่ต้องใช้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับ codec
ผมมาพูดถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นดีกว่า มีเรื่องที่ต้องพิจารณา 3 เรื่อง ดังนี้
1. bandwidth ถ้าไม่เพียงพอ จะทำให้หลุดบ่อย และเสียงไม่ดี ขาดๆ หายๆ
2. QoS ย่อมาจาก Quality of service ซึ่งเป็นบริการของ Router
Router จะคอยมองว่าข้อมูลที่วิ่งไปมาในเครือข่ายนั้นมีควรจะจัดส่งไปที่ไหนอย่างไร
เราสามารถกำหนดได้ว่า ถ้าเป็นข้อมูลประเภทเสียง ให้มีความสำคัญสูงสุด นี่จะช่วยเรื่องเสียงขาดๆ หายๆ ได้
3. มีเสียงสะท้อน หรือ echo อันนี้เป็นเรื่องปกติ ให้ใช้ card ที่มี Echo cancell

พูดถึงเรื่องนี้ Asterisk สามารถกำหนดค่า Echo cancell ได้ก็จริง แต่ก็เป็นการใช้ CPU ในการประมวลผล
เหมาะกับคู่สายไม่เยอะ 12 - 16 ไม่เกินนั้น ที่จริงควรใช้ card ที่มี Echo cancell ซึ่งมีราคาค่อนข้างแพงกว่า (เยอะ) ซึ่งก็เป็นเรื่องที่จำเป็น

 

Analog หรือ Digital?
Digital (E1/T1/J1)
E1 เป็นสายขนาด 2.048 Mbps มีช่องสัญญาณ 32 ช่อง (time slots) แต่จะใช้ได้จริง 30 ช่อง ส่วนอีก 2 ช่องใช้ในการส่งสัญญาณควบคุม หรือพูดง่ายๆ ก็คือ สาย E1 หนึ่งเส้น เป็นเหมือนสายโทรศัพท์จำนวน 30 สาย
ส่วนสาย T1 จะใช้ใน USA และ Japan (จะเรียกกว่า J1) มีช่องสัญญาณ 24 ช่อง บนสายความเร็ว 1.544 Mbps

สาย E1 หนึ่งเส้น กับ card Sangoma A101 ราคา 18000 แต่ถ้ามี Echo cancell ด้วยราคาก็คือ 38000 แพงกว่ากันเยอะแฮะ
card Sangoma A108d (เข้า 8x E1/T1/J1) + echo cancell ราคาราวๆ 160000

 

Analog
ราคาของ analog card ยี่ห้อ Sangoma Analog card ใช้ FXO ที่ 24 สายนั้นราคาประมาณ 77000 บาท
ในขณะที่ Digital card 1 E1/T1/J1 ราคาประมาณ 18000 เท่านั้นเอง

นี่ราคาในต่างประเทศ ชื้อในไทย แพงกว่าเยอะ! ราคาของ Sangoma และ Digium นั้นใกล้เคียงกันมากๆ (บางรุ่นถูกกว่า แพงกว่ากัน ก็เล็กน้อย)

Analog / Digital Card
Card จะมีสองแบบครับ Analog และ Digital
E1/T1/J1 เป็นสายแบบ Digital ดังนั้นเราต้องใช้ card แบบ Digital ครับ ค่าเช่าสาย E1 เส้นล่ะ 1 แสน (ไม่รวมค่าเบอร์)
card แบบ Analog จะใช้กับสายโทรศัพท์ธรรมดา ต้นทุนต่อช่องสัญญาณ จะแพงกว่า digital
analog card จะมีช่องสัญญาณเพียง 2 แบบ
FXO สายนอก เอาไว้โทรออกข้างนอก
FXS สายใน เอาไว้ใช้ภายนอกองค์กร

เรื่อง FXS อาจพิจารณา ATA ด้วยก็ได้ ATA เป็น adapter ที่จะเปลี่ยนโทรศัพท์ธรรมดาๆ เป็น VoIP Phone

การชื้อ card นั้น ต้องดูเรื่องระบบต่อขยายด้วยนะครับ ต้องดูว่า card นั้นสามารถต่อขยาย ได้เท่าไหร่ เพียงพ่อต่อความ้องการหรือไม่
ของพวกนี้ ต้องชื้อเผื่ออนาคตครับ

ส่วนยี่ห้อ ผมแนะนำ Sangoma ครับ หรือไม่ก็ Digium

ถ้าดูตาม webboard, forum ในต่างประเทศ จะสังเกตุว่า มักจะใช้ card ของ Sangoma หรือไม่ก็ Digium กัน
เพราะว่า Asterisk พัฒนาโดย Digium ผู้คนจริงเข้าใจว่า ใช้ Digium น่าจะดีกว่า เพราะผลิตโดยผู้พัฒนา Asterisk
จริงๆ แล้วไม่ใช่... จริงๆ Hardware พวกนี้เป็น Opensource Hardware เปิดเผยหมด (ลองดู http://gotoknow.org/blog/patrickz/103469 ครับ มี links ไปยังวงจรการออกแบบด้วย)
ดังนั้น ทุกๆ คนในโลก ก็สามารถทำ card อย่าง Digium ได้

ส่วน Sangoma นั้น เป็นผู้พัฒนา software และ hardware ทางด้าน WAN มากว่า 20 ปีแล้ว จึงมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับ WAN protocal ต่างๆ
card ของ Sangoma ตอนนี้สามารถต่อสาย E1/T1/J1 ได้มากที่สุดในตลาดคือ 8 E1 ต่อ 1 card นอกจากนี้ยังมีระบบ Echo cancell ที่ดีที่สุดในตลาดด้วย

 

 

จาก http://forum.asteriskthailand.com/index.php?topic=18.0 http://pirun.kps.ku.ac.th

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 10 กันยายน 2013 เวลา 10:55 น.